KPOP

“Girls’ Generation” จากวงที่โดนแอนตี้ สู่เกิร์ลกรุ๊ปแห่งชาติ 

ทำความรู้จัก “Girls’ Generation” หรือ “SNSD” เกิร์ลกรุ๊ปอันดับ 1 ของเกาหลี เตรียมคัมแบ็กฉลองครบรอบ 15 ปีในวันที่ 5 ส.ค. นี้

สิ้นสุดการรอคอย เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา “Girls’ Generation” หรือ “SNSD” (โซนยอชีแด) ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลง “FOREVER 1” ฉลองครบรอบการเดบิวต์ 15 ปีของวง และเป็นการรวมตัวสมาชิกครบ 8 คนในรอบ 5 ปี พร้อมปล่อยอัลบั้มใหม่ The 7th AlbumFOREVER 1ในรูปแบบดิจิทัล ก่อนที่จะวางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นซีดีในวันที่ 8 ส.ค. นี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนทำความรู้จัก Girls’ Generation เกิร์ลกรุ๊ปที่ยืนหยัดมาได้ตลอด 15 ปี อะไรที่ทำให้พวกเธอกลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจของวงการ K-POP และทำไมโซวอน (ชื่อแฟนคลับ) ต่างรอคอยการกลับมาของพวกเธออยู่เสมอ

Girls’ Generation (เกิร์ลส์ เจเนอเรชัน) หรือในชื่อเกาหลี โซนยอชีแด (소녀시대 หรือ SNSD) หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า เกิร์ลส์เจน หรือ โซชิ เป็นเกิร์ลกรุ๊ปภายใต้สังกัด SM Entertainment ในปี 2550 โดยชื่อวงนั้นมีความหมายว่า “ยุคสมัยของหญิงสาว” ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 9 คน คือ แทย็อน (Taeyeon), ซันนี (Sunny), ทิฟฟานี(Tiffany), ฮโยย็อน (Hyoyeon), ยูรี (Yuri), ซูย็อง (Sooyoung), ยุนอา (Yoona) ซอฮย็อน (Seohyun) และ เจสสิก้า(Jessica) (ภายหลังได้ออกจากวง)

พวกเธอเดบิวต์ด้วยซิงเกิ้ล “Into the New World” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้สามารถคว้าถ้วยรางวัลจากรายการเพลงได้ตั้งแต่เดบิวต์ และเพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงที่เกิร์ลกรุ๊ปรุ่นหลังนำมาร้องและคัฟเวอร์อยู่เสมอจนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้นในเดือน พ.ย. 2550  SNSD ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรกในชื่อเดียวกับชื่อวง โดยมีเพลง “Girls’ Generation” ซึ่งคัฟเวอร์มาจากเพลงของ ลี ซึงช็อล (Lee Seung Chul

ต่อมาในปี 2551 พวกเธอได้ปล่อยซิงเกิ้ล “Kissing You” และ “Baby Baby” ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร แต่เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นกับพวกเธอในปีนี้ คือ พวกเธอได้รับเชิญให้ขึ้น “Dream Concert” ที่เป็นคอนเสิร์ตที่รวมเอาศิลปินตัวท็อปของวงการมาแสดงบนเวทีเดียวกัน โดย SNSD ร่วมแสดงในฐานะศิลปินหน้าใหม่มาแรง 

ในตอนนั้นพวกเธอต้องเจอกับกระแสแอนตี้แฟนจำนวนมาก ระหว่างที่พวกเธอขึ้นแสดงนั้น แฟนคลับของทุกศิลปินต่างพร้อมใจกันปิดแท่งไฟของตนเอง เพื่อแสดงว่าผู้ชมไม่ต้อนรับพวกเธอ หรือที่เรียกว่า “Black Ocean” แต่พวกเธอก็ยังคงเดินหน้าทำการแสดงต่อไปอย่างเต็มที่

ยุนอา ได้เปิดเผยในรายการ Healing Camp ทางสถานีโทรทัศน์ SBS ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เราแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้ากลุ่มผู้ชมที่เงียบสงัด ไม่มีแม้แต่แสงหรือเสียงเชียร์ ราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยค่ะ ทุกคนต่างปิดแท่งไฟของตัวเองหมด มีเพียงแสงสีชมพูจากแท่งไฟที่แฟนคลับของพวกเราเปิดไว้เท่านั้นค่ะ”

ขณะที่ แทยอน เล่าเหตุการณ์ที่พวกเธอโดน Black Ocean ในต่างประเทศว่า “ตอนที่ Girl’s Generation ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ต SM Town ที่ประเทศจีน มีแฟนเพลงบางคนเอาแท่งไฟสีแดงมาทำเครื่องหมายกากบาทใส่พวกเราด้วยค่ะ” ด้าน ยุนอา กล่าวเสริมว่า “ตอนแรกฉันเข้าใจผิดคิดว่าแฟน ๆ ทำรูปหัวใจค่ะ ฉันเลยเต้นซะเต็มที่เลย”

แต่แน่นอนว่าฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ในต้นปี 2552 SNSD ได้ปล่อยมินิอัลบั้มชุดแรกชื่อว่า “Gee” เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเกาหลี สามารถชนะถ้วยรางวัลรายการเพลงอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นเพลงแรกของวงที่ชนะรางวัลแดซัง ในสาขาเพลงแห่งปีจากหลายเวที จนกลายเป็นหนึ่งในเพลงชาติของวง

เพลงนี้ยังประสบความสำเร็จในอีกหลายประเทศโซนเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ที่ในช่วงนั้นสาว ๆ หลายคนต่างพากันใส่กางเกงสีสันสดใสตามมิวสิควิดีโอเพลงนี้ และถูกนำมาเต้นคัฟเวอร์กันทั่วบ้านทั่วเมือง

หลังจากนั้นไม่ว่า SNSD จะปล่อยเพลงอะไรออกมาก็ล้วนประสบความสำเร็จ สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงได้เสมอ อีกทั้งทำยอดขายเพิ่มขึ้นในทุกการคัมแบ็ก ไม่ว่าจะเป็น “Oh!” ที่ทำยอดขายซิงเกิ้ลดิจิทัลในเกาหลีมากกว่า3,317,000 ชุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำโฟโต้การ์ดในอัลบั้มเกาหลี ครองตำแหน่งอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดในเกาหลีใต้ปี 2553

ตามมาด้วย “Run Devil Run” (2553) และ “Hoot” (2553) ที่ทำยอดขายซิงเกิ้ลเกิน 2 ล้านชุด ก่อนที่จะมาดังสุดขีดจาก “The Boys” (2554) ที่ทำยอดขายดิจิทัลซิงเกิ้ลไปได้มากกว่า 3,623,000 ชุด ขณะที่ยอดขายอัลบั้มทำได้มากกว่า 400,000 ชุด กลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดขายสูงสุดของปี 2554 และยังได้รางวัลแดซังเพลงยอดเยี่ยมจากอีกหลายเวที ส่งผลให้พวกเธอกลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปแห่งชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในเกาหลีเท่านั้น ในปี 2554 SNSD ได้เดบิวต์ที่ญี่ปุ่นกับ อัลบั้ม “Mr. Taxi” ทำให้กลายเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปต่างชาติวงแรกที่ทำยอดขายจนสามารถขึ้นอันดับ 1 ของ Oricon Chart ชาร์ตที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น พร้อมมีอารีนา ทัวร์ ที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องและมีผู้ชมตลอดทัวร์กว่า 100,000 คน

ในปี 2555 สมาชิก SNSD เริ่มโฟกัสกับงานเดี่ยวมากขึ้น แต่ละคนมีงานแสดง ออกรายการวาไรตี้ ส่วนแทยอน ทิฟฟานี และ ซอฮย็อน ยังคงโฟกัสที่งานเพลงและรวมตัวกันเป็นซับยูนิตพิเศษในชื่อ “Girls’ Generation TTS” ซึ่งประสบความสำเร็จเช่นเดิม โดยเป็นอัลบั้มของศิลปิน K-POP กลุ่มแรกที่ขึ้นอันดับ 1 “Billboard’s World Album Chart” และเป็นซับยูนิตแรกที่ชนะรางวัล 3 ครั้งซ้อน จาก 4 รายการเพลง

SNSD กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 4 “I Got A Boy” ที่ยังคงประสบความสำเร็จเช่นเดิม ด้วยแนวเพลงที่ต่างออกไปจากเดิม ทำให้หลายคนอาจไม่เก็ตกับเพลงนี้ในตอนแรก แต่ว่าเพลงนี้ได้กลายเป็นแนวทางให้กับศิลปินในยุคหลังได้ทำตาม นับว่า SNSD มาก่อนกาลก็ว่าได้

ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี SNSD เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มีเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ต แต่แล้วโซวอนทั่วโลกก็ต้องเจอกับข่าวช็อก! เมื่อเดือน ก.ย. 2557 เจสสิกาได้ประกาศออกจากวง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจสสิกาเป็นส่วนหนึ่งของ SNSD ที่มอบความสุขให้แก่โซวอนเสมอมา

ทุกคนต้องเดินหน้าต่อไป SNSD ก็เช่นกัน ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยสมาชิก 8 คน แต่ผลงานของพวกเธอหลังจากนี้ก็ยังคงได้รับความนิยม แม้ว่าวงการ K-POP จะเริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเจนเนอเรชันแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น “Lion Heart” (2558) และ “Holiday Night” (2560) ซึ่งเป็นอัลบั้มครบรอบการเดบิวต์ 10 ปีของวง และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสัปดาห์แรกของวง

ในเดือน ต.ค. 2560 SM Entertainment ประกาศว่า ทิฟฟานี, ซูย็อง และซอฮย็อน ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดเพื่อมุ่งเน้นทางด้านงานแสดงของพวกเธอ แต่ยืนยันว่าทั้ง 3 ยังคงเป็นสมาชิกของ SNSD ต่อไป ต่อมา 2561 สมาชิก5 คนที่เหลือได้รวมตัวกันเป็นซับยูนิตชื่อว่า “Girl’s Generation Oh! GG” ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการกลับมาปล่อยเพลงและเอ็มวีให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึง เพราะไม่ได้มีการโปรโมทหรือทำกิจกรรมใด ๆ 

หลังจากนั้น สมาชิกทุกคนต่างกลับไปโฟกัสกับผลงานเดี่ยวของตนเอง แต่ยังคงมีภาพของสมาชิก SNSD ทั้ง 8 คนไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ พร้อมข่าวลือว่าพวกเธอจะกลับมาคัมแบ็กครบ 8 คนอยู่เรื่อยมา

จนกระทั่งในปีนี้ SM Entertainment ได้ประกาศว่า SNSD จะคัมแบ็กด้วยอัลบั้มชุดใหม่ พร้อมกับมีรายการเรียลลิตี้ครบ 8 คน ในโอกาสฉลองครบรอบ 15 ปีของการเดบิวต์

SNSD ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับโซวอนว่าพวกเธอจะกลับมารวมตัวกันและปล่อยอัลบั้มใหม่แบบครบ 8 คนอีกครั้งพวกเธอยังคงครองตำแหน่งเกิร์ลกรุ๊ปแห่งชาติอยู่ดังเดิม ชนิดที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ สมกับความหมายของชื่อวงที่ว่า“ยุคสมัยของหญิงสาว” อย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก https://www.bangkokbiznews.com